GS: Independent Studies
Permanent URI for this collection
Browse
Browsing GS: Independent Studies by Title
Now showing 1 - 20 of 220
Results Per Page
Sort Options
- Publicationกลยุทธ์การเพิ่มจํานวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID –19” ของธนาคารออมสิน ในจังหวัดศรีสะเกษ(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาของการขอใช้บริการและหาแนวทางเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID - 19” ธนาคารออมสิน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการนิติบุคคลในจังหวัด ศรีสะเกษ ที่เข้ามาใช้บริการธนาคารออมสินในพื้นที่บริการ 9 สาขาและกลุ่มลูกค้านิติบุคคลในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวนรวม 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามผ่าน Google Form มีจำนวนแบบสอบถามที่สมบูรณ์จำนวน 352 ชุด และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ พนักงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีแผนผังก้างปลา ทฤษฎีด้านประชากรศาสตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT และทฤษฎีการวิเคราะห์ TOWS Matrix ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาประกอบการวิจัยในครั้งนี้ด้วย ผลการศึกษา พบว่าผู้ตอบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 41 – 50 ปี ประกอบธุรกิจ ค้าปลีก/ค้าส่ง และมียอดขายระหว่าง 300,000 บาท แต่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้จักผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด และส่วนใหญ่ไม่ได้ยื่นขอใช้บริการผลิตภัณฑ์เนื่องจากไม่ทราบเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ ว่าธุรกิจของตนเข้าเงื่อนไขการยื่นขอสินเชื่อหรือไม่ ในส่วนของระดับการมีอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจใช้บริการผลิตภัณฑ์แปลผลตาม Likert's scale ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความสำคัญได้แก่ 1) ราคา 2) องค์ประกอบทางกายภาพ 3) บุคลากร 4) ช่องทางการจัดจำหน่าย 5) ผลิตภัณฑ์ 6) การส่งเสริมการตลาด และ 7) การบริการ ตามลำดับ จากการสัมภาษณ์พนักงานเกี่ยวกับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ พบว่า 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ 2) ด้านราคา ผลิตภัณฑ์คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าได้ 3) ด้านช่องทางการบริการ พบว่า สถานการณ์ COVID –19 เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการลูกค้า 4) ด้านส่งเสริมการตลาด มีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดค่อนข้างน้อย 5) ด้านการบริการ ยังขาดการเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 6) ด้านบุคลากร พนักงานในสาขายังรู้จักรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์สินเชื่อนโยบาย ฯ ค่อนข้างน้อย 7) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ ยังขาดเครื่องมือที่ทันสมัยในการให้บริการลูกค้า ความคิดเห็นของพนักงานเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการให้บริการ พบว่าปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาใหม่มากราย มีการแข่งขันกันสูง การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งผลให้คู่แข่งขันพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการให้บริการลูกค้า และข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อนโยบายฯ ในระดับต่าง ๆ ดังนี้ 1) ระดับองค์กร ควรมีการผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ มีกลยุทธ์โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น พัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยรองรับการให้บริการลูกค้ามากขึ้น 2) ระดับธุรกิจหรือทีมงาน ควรมีการจัดประชุม ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ธนาคารและหาแนวทางหาลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย มีรายละเอียดเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ครบถ้วน 3) ระดับปฏิบัติการ (พนักงาน) พนักงานควรมีบริการหลังการใช้บริการ กระตือรือร้นที่จะให้บริการและเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการและหากลยุทธ์การเพิ่มจำนวนผู้รับบริการสินเชื่อภายใต้นโยบาย “การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID – 19” ของธนาคารออมสินในจังหวัดศรีสะเกษ ออกมาเป็น 4 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 กลยุทธ์เชิงรุก - จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ แนวทางที่ 2 กลยุทธ์เชิงแก้ไข - จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนรู้ E-learning ของธนาคารให้กับพนักงานเมื่อมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน - ทีมงานศูนย์สินเชื่อ ฯ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กับพนักงานสาขาให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดคือ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ - ทำการตลาดเชิงรุกเชิญชวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และแนวทางที่ 4 กลยุทธ์เชิงป้องกัน – ทีมงานศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 12 ศรีสะเกษ จัดตารางลงพื้นที่ตามสาขาต่าง ๆ58 737 - Publicationกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจของ บริษัท บีจีคอนเทนเนอร์ กล๊าส จํากัด (มหาชน)(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาค้นคว้างานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ กลยุทธ์ธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด เพื่อได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจของบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการ วิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลปฐมภูมิ โดยมีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 9 คนซึ่งเป็น ตัวแทนของพนักงานบริษัทฯทั้งหมด นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้มาซึ่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล จากบทความ สิ่งตีพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ รวมไปถึงแหล่งข้อมูล สาธารณะที่มาจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเช่น รายงาน 56-1 รายงานประจำปี แบบแสดงรายการ ข้อมูลประจำปี รวมถึงข้อมูลเว็บไซต์ภายในบริษัท หนังสือพิมพ์ และวารสาร บริษัทฯ เป็นต้น เมื่อนำ ข้อมูลปฐมภูมิกับข้อมูลทุติยภูมิมารวบรวมพบว่า ความเสี่ยงหลักในการดำเนินธุรกิจสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนได้ดังนี้ 1. ความเสี่ยงภายใน ได้แก่ ความเสี่ยงจากการพึ่งพากลุ่มลูกค้ารายใหญ่จำนวนน้อยราย ความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ ความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบในราคาและปริมาณที่เหมาะสม ความเสี่ยงจากการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ไม่สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจ และความเสี่ยงที่ไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2. ความเสี่ยงภายนอก ได้แก่ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกอื่นๆ ความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์อื่นใดที่นอกเหนือความควบคุม และอาจทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ หยุดชะงักลงและความเสี่ยงจากการที่เข้าไปลงทุนในกิจการใหม่ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้วางแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1. การสต็อกเศษแก้วไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน และเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบเศษแก้ว โดยการถือหุ้น 100% 2. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ 3. การมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ (Cost Leadership) 4. การเจาะจงในตลาด (Focus) มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอางและความงาม โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีรูปแบบซับซ้อนและเจาะจงกับกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะ 5. การจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรของบริษัท 6. การจัดทำแผนพัฒนาผู้ขายวัตถุดิบที่สำคัญ 7. ลงทุนในระบบการผลิตต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมระบบการผลิต มุ่งสู่การผลิตแบบ Machine Intensive 8. ทำการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในโครงการที่จะไปลงทุนโดยละเอียด โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 9. การลงทุนเพิ่มในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน Total Packaging Solution ทั้งนี้การดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร และจะต้องมีการประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน โดยพิจารณาถึงผลตอบรับที่ได้และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวเป็นสำคัญ63 430 - Publicationการจำแนกความแตกต่างของระดับความสำคัญด้านส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจบริการ ระหว่างกลุ่มผู้เลือกใช้ศูนย์บริการเฉพาะ กับกลุ่มผู้เลือกใช้อู่บริการทั่วไป(University of the Thai Chamber of Commerce, 2015)
; ; ; 45 313 - Publicationการจำแนกความแตกต่างความต้องการส่วนประสมทางการตลาดระหว่างกลุ่มผู้เคยซื้อหลอดไฟฟ้าแบบแอลอีดี และผู้ไม่เคยซื้อหลอดไฟฟ้าแบบแอลอีดีในเขตกรุงเทพมหานคร = Classification between purchases LED bulb and never purchases LED bulb by using Marketing Mixes (4Ps) in Bangkok Metropolitan(University of the Thai Chamber of Commerce, 2015)
; ; ; การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อการศึกษาความต้องการส่วนประสมทางการตลาดระหว่างกลุ่มผู้เคยซื้อหลอดไฟฟ้าแบบแอลอีดี และกลุ่มผู้ไม่เคยซื้อหลอดไฟฟ้าแบบแอลอีดีในกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตรส่วน (Likert-scale) ซึ่งแบ่งเป็นระดับความต้องการ 5 ระดับ ได้แก่ ไม่ต้องการอย่างยิ่งจนถึงความต้องการอย่างยิ่งเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้เก็บกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 200 คน จากนั้นใช้เครื่องมือทางสถิติในการวิเคราะห์ประกอบไปด้วย One-Way ANOVA วิเคราะห์ความถี่และร้อยละ Chi-Square วิเคราะห์การแสดงตารางไขว้ Discriminate Analysis ในการจำแนกสองกลุ่มทั้งนี้เพื่อทราบความต้องการส่วนประสมทางการตลาดของทั้งสองกลุ่ม เพื่อนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจหลอดไฟวางแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหา และวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตต่อไป ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยความต้องการส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อ ทั้งสองกลุ่ม คือ ด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านส่งเสริมทางการตลาด โดยทั้งสองกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการส่งเสริมทางการตลาด ในเรื่องความเพี้ยนของแสงที่เปล่งออกมา ความสามารถในการกันน้ำของหลอดไฟ และการรับรู้ข่าวสารโดยมุ่งเน้นตามทางคมนาคมขนส่ง46 400 - Publicationการจำแนกความแตกต่างด้านความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาดของทัวร์ไหว้พระ 1 วัน จ. พระนครศรีอยุธยา ระหว่างกลุ่ม Generation X กับ กลุ่ม Generation Y(University of the Thai Chamber of Commerce, 2015)
; ; ; การจำแนกความแตกต่างด้านความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาดของทัวร์ไหว้พระ 1 วัน จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างกลุ่ม กลุ่ม Generation X กับ กลุ่ม Generation Y การเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบจัดกลุ่มพื้นที่ ในเขตกรุงเทพมหานคร จานวน 200 ชุด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากนั้นทาการประมวลผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ โดยค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ คือ Disciminant Analysis วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาด ของทัวร์ไหว้พระ 1 วัน จ.พระนครศรีอยุธยา ของกลุ่ม Generation X กับ กลุ่ม Generation Y และเพื่อค้นหาปัจจัยด้านความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาด ของทัวร์ไหว้พระ 1 วัน จ. พระนครศรีอยุธยา ที่สามารถใช้ในการจำแนกกลุ่ม Generation X กับ Generation Y จากการศึกษาพบว่า กลุ่ม Generation X กับ กลุ่ม Generation Y มีความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างกัน โดย กลุ่ม Generation X จะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจาหน่าย และปัจจัยด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ ในขณะที่ กลุ่ม Generation Y จะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ เท่านั้น39 368 - Publication
40 296 - Publicationการจำแนกความแตกต่างทางด้านทัศนคติต่ออาชีพผู้ช่วยการพยาบาลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองกับนอกเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ = Classification attitude toward nursing assistant profession between high school grade 12 in capital district and other districts, Burirum(University of the Thai Chamber of Commerce, 2015)
; ; ; การจำแนกความแตกต่างทางด้านทัศนคติต่ออาชีพผู้ช่วยการพยาบาลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองกับนอกเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาทัศนคติต่ออาชีพผู้ช่วยการพยาบาลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่อาศัยอยู่ภายในอำเภอเมืองในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ 2. เพื่อศึกษาทัศนคติต่ออาชีพผู้ช่วยการพยาบาลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่อาศัยอยู่ภายนอกเขตอำเภอเมืองในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ 3. เพื่อค้นหาทัศนคติต่ออาชีพผู้ช่วยการพยาบาลที่สามารถใช้ในการจำแนกกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่อาศัยอยู่นอกเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ผลจากการวิจัยในภาพรวมพบว่า ทัศนคติต่ออาชีพผู้ช่วยการพยาบาลนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่หกในเขตพื้นที่อำเภอเมืองต่างจากนักเรียนนอกเขตพื้นที่อำเภอเมือง พบว่า ข้อคำถามที่ทำให้กลุ่มอำเภอเมืองแตกต่างจากกลุ่มนอกอำเภอเมือง มี 5 ข้อคำถามที่ทำให้สองกลุ่มแตกต่างกัน ได้แก่ การให้ความเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย ผู้ช่วยการพยาบาลเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี ผู้ช่วยการพยาบาลควรมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน ต่อให้เลือกอาชีพอื่นได้ก็ยังคงทำงานผู้ช่วยการพยาบาล และผู้ช่วยการพยาบาลทำให้เป็นคนมีเมตตากรุณา ซึ่งกลุ่มนอกอำเภอมีค่าเฉลี่ยของกลุ่มดีกว่ากลุ่มในอำเภอเมือง42 459 - Publicationการจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่ม นักศึกษาหญิงสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และนักศึกษาหญิงสถาบันอุดมศึกษารัฐ โดยใช้ปัจจัยด้านความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาด 7P's เมื่อซื้อเสื้อนักศึกษาหญิง กรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2014)
; ; ; งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อการจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มนักศึกษาหญิงสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และนักศึกษาหญิงสถาบันอุดมศึกษารัฐ โดยใช้ปัจจัยด้านความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาด 7P's เมื่อซื้อเสื้อนักศึกษาหญิง กรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มรวม 200 ชุด จากนั้นทำการประมวลผล โดยค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Discriminant Analysis สรุปผลได้ดังนี้ จากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีความต้องการต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในเรื่อง ราคา พนักงาน ผลิตภัณฑ์ สถานที่จัดจาหน่าย ซึ่งนักศึกษาหญิงสถาบันอุดมศึกษารัฐต้องการเสื้อนักศึกษาแบบถูกระเบียบตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการพนักงานที่มีบุคลิกภาพดี ต้องการร้านค้าตั้งอยู่ในซุปเปอร์เซ็นเตอร์ เช่น โลตัส เป็นต้น ต้องการให้มีรายการราคาแจ้งอย่างชัดเจน และราคาถูกกว่าร้านอื่น ในทางกลับกัน นักศึกษาหญิงสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต้องการเสื้อนักศึกษามีรูปแบบทันสมัยเพียงอย่างเดียว25 315 - Publicationการจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทไฮสตรีทแบรนด์ กับกลุ่มผู้ซื้อกระเป๋าประเภทลักชัวรี่แบรนด์ เพศหญิงจากร้านค้ารับฝากซื้อ โดยใช้ปัจจัยด้านความสำคัญของส่วนประสมการค้าปลีก กรณีศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2014)
; ; ; 43 296 - Publicationการจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ที่ซื้อมะนาวไปใช้ในธุรกิจร้านอาหารและกลุ่มผู้ที่ซื้อมะนาวไปใช้ในธุรกิจร้านเครื่องดื่ม ในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้ปัจจัยด้านพฤติกรรมในการเลือกซื้อมะนาว กรณีศึกษา สวนมะนาวชยาธร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2014)
; ; ; 56 431 - Publicationการจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตกับกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยใช้ปัจจัยด้านความพึงพอใจที่มีต่อส่วนประสมการค้าปลีก = Differentiate between consumer hypermarket and consumer supermarket in retailing mix by used satisfactions factor(University of the Thai Chamber of Commerce, 2015)
; ; ; การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความพึงพอใจที่มีต่อส่วนประสมการค้าปลีกของกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตและกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ยังเพื่อค้นหาปัจจัยด้านความพึงพอใจที่สามารถใช้ในการจำแนกกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต กับกลุ่มผู้บริโภคทีjซื้ออสินค้าในห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 ตัวอย่าง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยด้านความพึงพอใจที่มีต่อส่วนประสมการค้าปลีกของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต ได้แก่ ปัจจัยด้านองค์ประกอบการสื่อสาร ส่วนปัจจัยด้านความพึงพอใจที่มีต่อส่วนประสมการค้าปลีกของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต ได้แก่ ปัจจัยด้านการคัดสรรสินค้า และในส่วนของปัจจัยด้านความพึงพอใจที่สามารถใช้ในการจำแนกกลุ่มผู้บริโภคทั้งสองกลุ่ม ได้แก่ มีการโฆษณาราคาสินค้าผ่านสื่อทางหนังสือพิมพ์ที่ชัดเจน สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำหน่ายมีราคาถูกกว่าห้างอื่น มีขั้นตอนการชำระเงินที่รวดเร็ว มีการตกแต่งภายในห้างที่สวยงามและมีการคัดสรรสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ37 313 - Publicationการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของพนักงานเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
; ; ; ; การศึกษาในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1) เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ 2) เพื่อต้องการทราบ พฤติกรรมการลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3) เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ของนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ทำการวิจัยได้เก็บแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบหาความแตกต่างค่าที (t-test) สถิติทดสอบหาค่าความแตกต่างค่าเอฟ (F-test) หรือการทดสอบทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการทดสอบด้วยการเปรียบเทียบรายคู่ ด้วยวิธี LSD และทดสอบสถิติหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี วิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย และช่วงอายุที่เข้ามาลงทุนนั้น เป็นช่วงอายุ 21-39 ปี มีสถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้ 20001-40000 บาท ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการลงทุนผู้ตอบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีประสบการณ์การลงทุน 4-5 ปี ยังมีการถือครองหลักทรัพย์อยู่ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความประสงค์ที่จะยุติการถือครอง มากที่สุด มีประเภทการลงทุนในตราสารการเงินคือ เงินฝาก / กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น มากที่สุด มีสัดส่วนการถือครอง มากที่สุด คือ 11 – 30 % มีรูปแบบการลงทุน คือ เน้นกำไรจากสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น มากที่สุด และมีความถี่ในการลงทุนในหุ้นสามัญ คือ ซื้อ หรือ ขายทุกเดือน มากที่สุด ผลวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า มีความคิดเห็นจะตัดสินใจลงทุนมากที่สุดในหุ้นสามัญ มากที่สุด ผลการวิเคราะห์ระดับความเห็นข้อมูลการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของพนักงานเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ด้านผลตอบแทน กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็น ในเรื่อง ผลตอบแทนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาลงทุนมากที่สุด ผลประกอบการของราคาหุ้น เห็นด้วยมากที่สุด ด้านความเสี่ยงจาการลงทุน กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นน้อยที่สุด และให้ความสำคัญในเรื่อง ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ส่งผลกระทบต่อการลงทุน รองลงมาคือ ความเสี่ยงเกิดจากอัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อการลงทุน ด้านความรู้ความเข้าใจยังให้ความสำคัญอยู่ในระดับน้อยที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรก เรื่องความรู้ในการลงทุนหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ รองลงมาคือ ความเข้าใจว่าการลงทุนเป็นเรื่องของความสมัครใจในการลงทุน ด้านเศรษฐกิจและการเมือง กลุ่มตัวอย่างให้ความความสำคัญในเรื่อง นโยบายเศรษกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนมาก รองลงมา คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อการต่อการตัดสินใจลงทุน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05102 1100 - Publicationการตัดสินใจเลือกใช้บริการบัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ ธนาคารออมสินภาค 1 กรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการบัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ จากธนาคารออมสินภาค 1 กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ ธนาคารออมสิน และเพื่อกำหนดปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ มีการใช้บริการตามเป้าหมายของธนาคาร โดยกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่ของธนาคารออมสิน ภายในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล อันได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการในภาพรวม อยู่ในระดับมากและนำแต่ละด้านมาพิจารณาถึงปัญหาที่ควรนำมาปรับปรุง ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมบริการ โดยควรเพิ่มความสะดวกของพื้นที่ในการจอดรถโดยเฉพาะของลูกค้าที่มาใช้บริการ ในด้านผลิตภัณฑ์บริการ ควรมีรูปแบบภาพสีสัน ลวดลายสวยงามบนบัตร เพื่อเพิ่มสิ่งดึงดูดให้ลูกค้าลูกค้า มีความสนใจมากยิ่งขึ้น ในด้านราคา ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรค่อนข้างมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง จึงทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจสมัครบริการกับทางธนาคาร ในด้านกระบวนการให้บริการ การจัดเอกสารแนะนำ วิธีการใช้บริการและสถานที่ใช้บริการยังมีความซับซ้อนและไม่สะดวกพอสำหรับความต้องการของลูกค้า ในด้านบุคลากรผู้ให้บริการ พนักงานต้องมีการฝึกอบรมเรื่องการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางครั้งจะทำให้เกิดความไม่สะดวกใจได้ ส่วนในด้านช่องทางส่งเสริมการตลาดนั้น ควรเพิ่มความเข้าใจให้ลูกค้าในการเข้าถึงข้อมูลของผลิตภัณฑ์โดยมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์มากขึ้น110 653 - Publicationการทําเหมืองข้อมูลเพื่อพยากรณ์โอกาสลูกค้ามีหนี้ค้างชําระ(University of the Thai Chamber of Commerce, 2020)
; ;สุวรรณี อัศวกุลชัย; ; ; ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีวิสัยทัศน์ว่า “เป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบท” ภาระหนี้สินเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธ.ก.ส. การที่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าไม่สามารถส่งชําระหนี้คืนให้กับธ.ก.ส.ได้ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตามล้วนส่งผลต่อการดําเนินงานของธ.ก.ส.และยังอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในการดูแลคุณภาพชีวิตของเกษตรกรด้วย ทั้งนี้ หากสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยําหรือใกล้เคียงความเป็นจริงว่าลูกค้าคนใดมีโอกาสที่จะเป็นหนี้ค้างชําระ ก็จะช่วยให้สามารถป้องกันหรือแก้ไขก่อนที่จะเป็นหนี้ค้างชําระได้ ดังนั้น ในบทความนี้ได้ประยุกต์ใช้เหมืองข้อมูลในการพยากรณ์โอกาสลูกค้ามีหนี้ค้างชําระ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์สําหรับใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชําระต่อไป วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้จึงศึกษาปัจจัยที่ทําให้ลูกค้ามีหนี้ค้างชําระ และประยุกต์การทําเหมืองข้อมูลมาใช้ในการพยากรณ์โอกาสลูกค้ามีหนี้ค้างชําระ ดําเนินงานการศึกษาโดยใช้แนวทางของกระบวนการ CRISP-DM ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรรายย่อยมาจํานวน 860 คน ทําการจัดชุดข้อมูลเป็น 3 ชุด เลือกกลุ่มตัวอย่างมาร้อยละ 70 80 และ 90 ของจํานวนกลุ่มตัวอย่างที่มี 860 คน เป็นชุดข้อมูลสําหรับฝึกสอน (Training set) กันข้อมูลส่วนหนึ่งไว้สําหรับเป็นชุดทดสอบ (Test set) 86 คน ไม่ซ้ำกับชุดฝึกสอน แต่ใช้สําหรับทดสอบกับชุดฝึกสอนทุกชุด ทําการสร้างแอตทริบิวต์ขึ้นมาใหม่ อีก 28 แอตทริบิวต์ สําหรับใช้เป็นปัจจัยในการพยากรณ์ ใช้วิธีการ One Hot Encoding แปลงแอตทริบิวต์ข้อมูลที่เป็น Nominal Number และใช้หลักการของ Max-Min Nomalization ปรับบรรทัดฐานข้อมูลที่มีช่วงแตกต่างกันมาก ใช้โปรแกรม WEKA Version 3.8.5 ช่วยในการสร้างและวิเคราะห์แบบจําลอง ใช้เทคนิคการสร้างแบบจําลอง 3 เทคนิค ไดแก่ Decision Tree j48, Support Vector Machine (SVM) และ Naïve Bayes และทําการวัดประสิทธิภาพแบบจําลองโดยใช้วิธี 10-fold cross-validation ผลการศึกษา พบว่า แบบจําลองที่ใช้ข้อมูลจากเกษตรกรรายย่อย ที่ใช้ชุดทดสอบจํานวน 688 คน (80% จากจํานวน 860 คน) โดยใช้เทคนิค Support Vector Machine (SVM) ซึ่งใช้ฟังก์ชั่นเคอร์เนลแบบเชิงเส้น (Linear kernel) ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อทดสอบด้วยชุดทดสอบ 86 คน โดยมีค่า Accuracy, Kappa statistic และ ROC Area เท่ากับ 81.3953% 0.4452 และ 0.774 ตามลําดับ131 573 - Publicationการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
; ; ; ; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี การนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีนำหลักนิติเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่งและเพื่อศึกษากำหนดแนวทางในการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้การคิดคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง เพื่อเป็นใช้เป็นหลักเกณฑ์ในศาลยุติธรรมในประเทศไทยผลการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยยังบัญญัติไม่ครอบคลุมถึงค่าเสียหายทางจิตใจ เหมือนกฎหมายแพ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษโดยหลักเกณฑ์ในการคิดค่าเสียหายในคดีละเมิดทางแพ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาไทยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และแผนตารางในการคำนวณที่แน่นอน เพราะเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในตามความเป็นจริงประกอบกับกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา เป็นหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ โดยในคดีละเมิดศาลไทยได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์ระดับความเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ พิจารณาโดยลูกขุน เกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนลักษณะเชิงลงโทษ โดยกำหนดเกณฑ์ค่าเสียหายล่วงหน้าและค่าเสียหายตามความเป็นจริงการนำหลักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณค่าเสียหายมีข้อจำกัดทั้งที่เป็นค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินและค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน มีข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมายและการขาดหลักหรือวิธีการคำนวณที่เหมาะสม ส่งผลให้วิธีการคำนวณค่าเสียหายที่ศาลใช้ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมและไม่สามารถจูงใจให้เกิดการใช้ความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมได้ งานวิจัยฉบับนี้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะละเมิด โดยกำหนดค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน ให้ครอบคลุมถึงความเสียหายทางจิตใจ 2) ให้กำหนดตารางคำนวณค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินไว้ท้ายตารางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อสร้างหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 3) แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะละเมิด กำหนดให้อำนาจศาลแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายเกินสองปีให้ศาลมีอำนาจไต่สวนและแก้ไขเพิ่มเติมค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้การขยายระยะเวลาในการสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาของศาลออกไป เป็นเวลามากกว่าสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 วรรคสอง โดยระยะเวลาในการสงวนสิทธิที่เหมาะสมควรเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอ จนกระทั่งอาการของโรคที่มีระยะฟักตัวนานปรากฏขึ้น 4) การคำนวณค่าเสียหายที่เหมาะสม อาจมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้พิพากษาและทนายของคู่ความอาจไม่สามารถคำนวณได้อย่างเหมาะสม เห็นควร สนับสนุนให้ศาลร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันกำหนดค่าเสียหาย ควรให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชาต่างๆ มาทำหน้าที่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกรณีที่การคำนวณค่าเสียหายมีความซับซ้อนมาก 5) การกำหนดค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน เห็นควรสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในหลัก/ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหาย เช่น ทฤษฎีว่าด้วยค่าเสียหายที่เหมาะสมและการใช้ค่าเสียโอกาสและมูลค่าส่วนตัวในการกำหนดค่าเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อให้นักกฎหมายมีมุมมองที่แตกต่างออกไปและสามารถนำหลักเศรษฐศาสตร์ไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมได้ 6) การกำหนดค่าเสียหายในอนาคต เนื่องจากในบางครั้งศาลอาจจะยังไม่มีวิธีการที่เหมาะสมเพียงพอในการคำนวณค่าเสียหายในอนาคต หรือแม้บางครั้ง อาจมีการใช้วิธีการที่เหมาะสม แต่วิธีการเหล่านั้น ไม่ใช่วิธีที่เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดค่าเสียหายในอนาคตเห็นควร พัฒนาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดค่าเสียหายในอนาคต โดยการจัดทำคู่มือในการคำนวณค่าเสียหายซึ่งระบุสูตรคำนวณ วิธีการ และขั้นตอนในการคำนวณ หากมีการนำตารางช่วยคำนวณมาใช้ในการกำหนดค่าเสียหายจริง เปิดช่องให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่แตกต่างจากมูลค่าที่คำนวณจากตารางได้117 1110 - Publicationการประยุกต์เหมืองข้อมูลเพื่อพยากรณ์ปัจจัยที่ทําให้เกิดหนี้ค้าง ภายใต้การให้บริการด้านสินเชื่อโครงการสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending)(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ;สุวรรณี อัศวกุลชัย; ; ; การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้ค้าง (NPL) ผ่านโครงการพัฒนาระบบสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ในกลุ่มลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดลพบุรี และเพื่อประยุกต์เหมืองข้อมูลในการอนุมัติสินเชื่อในการแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินกู้ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าเงินกู้ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อฉุกเฉินที่มีอยู่ในระบบสารสนเทศของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดลพบุรี จำนวน 9,002 ราย จากการที่ลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนตัวลงใน Line Official ของ ธ.ก.ส. เพื่อสมัครสินเชื่อฉุกเฉิน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ผ่านโปรแกรม Weka เพื่อหาความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้ค้าง (NPL) ผลการศึกษา จากการทดลองใช้ตัวแบบพยากรณ์ จำนวน 3 แบบ ได้แก่ เทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree), เทคนิคเบย์อย่างง่าย (Naïve Bayesain classifier) และเทคนิคซัพพอร์ตเวกเตอร์เเมชชีน (Support vector machine; SVM) พบว่า เทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree) มีค่าความถูกต้องในการทำนาย (Correctly Classified Instances) มากที่สุด93 526 - Publicationการประเมินความเสี่ยงเรื่องการทุจริตกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของบริษัทธุรกิจข้าวการศึกษาค้นคว้าอิสระเรื่อง การประเมินความเสี่ยงเรื่องการทุจริตกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของบริษัทธุรกิจข้าว มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงเรื่องการทุจริตกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือ โดยใช้เครื่องมือการประเมินความเสี่ยง (Fraud Risk Assessment Tool) เป็นการประเมินความเสี่ยงในเรื่องการทุจริตตามแนวทางของสมาคมผู้ตรวจสอบการทุจริต (Association of Certified Fraud Examiners : ACFE) เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมการควบคุม และกิจกรรมของการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นภายในองค์กร และเพื่อใช้เป็นแนวทางการตรวจสอบ การควบคุม และการป้องกันการทุจริตในการปฏิบัติงาน โดยรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของบริษัทธุรกิจข้าวจากแบบประเมิน และการสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของพนักงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือ จำนวนผู้ตอบแบบประเมิน จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่าด้านการประเมินสภาพแวดล้อมการควบคุม พบว่าโอกาสที่การทุจริตจะเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมการควบคุมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 16.61% ซึ่งเกิดจากความอ่อนแอของระบบการควบคุมด้านผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานหลักมากที่สุด คือ 8.50% มีสาเหตุจากคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วยกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานประจำหรือเกี่ยวโยงกัน และองค์กรมีกิจกรรมและบัญชีธนาคารนอกประเทศ ส าหรับด้านกิจกรรมของการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้น พบว่ากิจกรรมของการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของบริษัทธุรกิจข้าวมากที่สุด คือการคอร์รัปชั่น 24.76% ซึ่งมีสาเหตุมาจากไม่มีการสอบทานนโยบาย ระเบียบวิธีปฏิบัติงานและสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเมืองไม่มีการสอบทานนโยบายและคู่มือต่อต้านคอร์รัปชันเป็นระยะและไม่มีการสอบทานนโยบายระเบียบวิธีปฏิบัติงานและสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการให้ของขวัญ ข้อเสนอแนะที่ควรแก้ไขปรับปรุงสำหรับกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของบริษัทธุรกิจข้าว คือบริษัทควรให้ความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมการควบคุมภายใน ดังนั้นคณะกรรมการผู้บริหาร และพนักงานควรร่วมกันกำหนดกระบวนการการปฏิบัติงาน โดยต้องเริ่มจากแนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้บริหาร และเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการทางการบริหารจัดการ
93 480 - Publicationการประเมินความเสี่ยงเรื่องการทุจริตในกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของบริษัทนอร์ทอีสรับเบอร์จำกัด (มหาชน)การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อโอกาสเกิดการทุจริตในกระบวนการบริหารสินค้าคงเหลือของ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของพนักงานบริษัทที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสินค้าคงเหลือ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปี การศึกษาในระดับปริญญาตรี มีตำแหน่งเป็นระดับพนักงานปฏิบัติการ และมีระยะเวลาปฏิบัติงานในองค์กรอยู่ระหว่าง 1 – 5 ปี ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการควบคุมภายใน โดยเห็นว่ามีโอกาสเกิดข้อบกพร่องของการควบคุมภายใน ร้อยละ 21.1 ซึ่งจุดอ่อนของการควบคุมเกิดจากปัจจัยด้านผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานหลักมากที่สุด คือเกิดจากความอยู่รอดของบริษัทขึ้นกับผลิตภัณฑ์หรือการบริการเพียงไม่กี่อย่างและผู้ปฏิบัติงานหลักมีอัตราการเข้าออกสูง เป็นต้น การรับรู้รูปแบบของการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น กลุ่มตัวอย่างเห็นว่ามีโอกาสเกิดจากการขโมยทรัพย์สินจากคลังสินค้า โอกาสเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และ การคอร์รัปชัน เนื่องจากบริษัทมีกระบวนการหรือช่องทางในการรายงานเบาะแสการทุจริตไม่ชัดเจน ไม่มีข้อกำหนดให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลเป็นประจำทุกปีเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่อาจทับซ้อนผลประโยชน์ผู้ตรวจสอบภายในควรประเมินการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงเรื่องการทุจริต จัดทำแนวทางตรวจสอบการทุจริตเพื่อให้มั่นใจว่าแผนการตรวจสอบได้ระบุถึงความเสี่ยงที่เหลืออยู่ เพิ่มการสอบทานการประพฤติมิชอบเกี่ยวกับทรัพย์สินการสอบทานการเปลี่ยนแปลงในข้อกฎหมายระเบียบข้อบังคับ ระบบการปฏิบัติงาน และผลกระทบต่อการควบคุมขององค์กร
144 2212 - Publicationการประเมินประสิทธิผลการควบคุมภายในของสถานศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษา จังหวัดขอนแก่นการศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลระบบการควบคุมภายในของสถานศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน จังหวัดขอนแก่นโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นอาจารย์ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวนตัวอย่าง 60 คน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี ระยะเวลาในการทำงานส่วนใหญ่มากกว่า 25 ปีขึ้นไป ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ประสิทธิผลการควบคุมภายในของสถานศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจังหวัดขอนแก่นของโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่ามีประสิทธิผลอยู่ในระดับมาก ในโรงเรียนรัฐบาล ได้จัดให้มีสภาพแวดล้อมการควบคุม อาทิ การมุ่งเน้นคุณค่าจริยธรรม การกำกับดูแล การจัดโครงสร้างความรับผิดชอบด้านการควบคุมที่ชัดเจน การพัฒนาบุคลากรและการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิผล การวิเคราะห์ความแตกต่างของระดับประสิทธิผลการควบคุมภายในระหว่างโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน พบว่าโรงเรียนรัฐบาลได้จัดระบบสภาพแวดล้อมการควบคุม อย่างมีประสิทธิผลมากกว่าโรงเรียนเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ ในโรงเรียนรัฐบาล ควรมีแนวทางเสริมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินความเสี่ยงในการควบคุม สำหรับโรงเรียนเอกชน ควรเพิ่มการสร้างบรรยากาศและทัศนคติด้านการมุ่งมั่นจริยธรรม กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน กำหนดมาตรฐานในการประเมินผลการปฏิบัติที่ยุติธรรม มีการให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากร ส่งเสริมการพัฒนาอาจารย์ให้มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น
86 653 - Publicationการประเมินประสิทธิผลการบริหารความเสี่ยงในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อของสํานักงานธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรการศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลการบริหารความเสี่ยงในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อของพนักงานในสํานักงานธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 4 แห่ง ในจังหวัดหนองบัวลําภู โดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นจากผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ได้แก่ ระดับผู้บริหาร จํานวน 9 คน และระดับพนักงานพัฒนาธุรกิจ 25 คน รวม 34 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 68 มีอายุโดยเฉลี่ย 26-35 ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่ คือ ระดับปริญญาตรี และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 5-25 ปี กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า การบริหารความเสี่ยงในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ของสํานักงานธุรกิจขนาดย่อม มีประสิทธิผลในระดับมาก โดยองค์ประกอบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลระดับมากที่สุดคือ การระบุเหตุการณ์เสี่ยง การประเมินความเสี่ยงและการติดตามผลการบริหารความเสียงในกระบวนการพิจารณาสินเชือ องค์ประกอบการบริหารความเสี่ยงทีกลุ่มตัวอย่างเห็นว่ามีระดับประสิทธิผลน้อยกว่าด้านอืน ที่ควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงคือการกําหนดกิจกรรมการควบคุมพื้นฐานด้านการกําหนดนโยบายและวิธีการปฏิบัติงานเกียวกับการบริหารลูกหนี้ที่ค้างชําระเกินกําหนด 3 งวด การปรับปรุงเกี่ยวกับนโยบายบุคลากรเรื่องการทดสอบทักษะของพนักงานในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ รวมทั้งการระบุวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติงานระดับกิจกรรมให้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ธนาคารอาจทบทวนปัจจัยเสี่ยงใหม่และปรับปรุงกระบวนการพิจารณาสินเชื่อโดยบูรณาการกับกลยุทธ์และผลการปฏิบัติงานให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
89 464