Browsing by Subject "พฤติกรรมผู้บริโภค -- การตัดสินใจ"
Now showing 1 - 20 of 31
Results Per Page
Sort Options
- Publicationการจำแนกความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ที่ซื้อมะนาวไปใช้ในธุรกิจร้านอาหารและกลุ่มผู้ที่ซื้อมะนาวไปใช้ในธุรกิจร้านเครื่องดื่ม ในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้ปัจจัยด้านพฤติกรรมในการเลือกซื้อมะนาว กรณีศึกษา สวนมะนาวชยาธร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2014)
; ; ; 56 431 - Publicationการตัดสินใจเลือกใช้บริการบัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ ธนาคารออมสินภาค 1 กรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการบัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ จากธนาคารออมสินภาค 1 กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ ธนาคารออมสิน และเพื่อกำหนดปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สมาร์ทไลฟ์ มีการใช้บริการตามเป้าหมายของธนาคาร โดยกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่ของธนาคารออมสิน ภายในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล อันได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการในภาพรวม อยู่ในระดับมากและนำแต่ละด้านมาพิจารณาถึงปัญหาที่ควรนำมาปรับปรุง ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมบริการ โดยควรเพิ่มความสะดวกของพื้นที่ในการจอดรถโดยเฉพาะของลูกค้าที่มาใช้บริการ ในด้านผลิตภัณฑ์บริการ ควรมีรูปแบบภาพสีสัน ลวดลายสวยงามบนบัตร เพื่อเพิ่มสิ่งดึงดูดให้ลูกค้าลูกค้า มีความสนใจมากยิ่งขึ้น ในด้านราคา ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรค่อนข้างมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง จึงทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจสมัครบริการกับทางธนาคาร ในด้านกระบวนการให้บริการ การจัดเอกสารแนะนำ วิธีการใช้บริการและสถานที่ใช้บริการยังมีความซับซ้อนและไม่สะดวกพอสำหรับความต้องการของลูกค้า ในด้านบุคลากรผู้ให้บริการ พนักงานต้องมีการฝึกอบรมเรื่องการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางครั้งจะทำให้เกิดความไม่สะดวกใจได้ ส่วนในด้านช่องทางส่งเสริมการตลาดนั้น ควรเพิ่มความเข้าใจให้ลูกค้าในการเข้าถึงข้อมูลของผลิตภัณฑ์โดยมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์มากขึ้น110 653 - Publicationการประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เทคนิคสมมติเหตุการณ์ให้ประเมินค่า (Contingent Valuation Method) และ (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้แบบจำลอง Censored Regression Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 549 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Mean Willingness To Pay) ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 2,390.66 บาทต่อคนต่อปี โดยเป็นความเต็มใจจ่ายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และระบบการบริหารจัดการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกโจรกรรมหรือส่งต่อ และไม่ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ให้เกิดความเสียหายหรือความรำคาญใจจากการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบจำลอง Censored Regression Model พบว่า อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายค่าบริการด้านการติดต่อสื่อสาร ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ประสบการณ์การถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความสำคัญกับข้อมูลสำคัญประจำตัวประชาชน การให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้ความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และราคาที่เสนอครั้งแรก มีความสัมพันธ์กับความเต็มใจจ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
117 3196 - Publicationการวิเคราะห์ความรักในแบรนด์ และพฤติกรรมการซื้อแบบไม่ได้ไตร่ตรอง ของผู้บริโภคที่มีเจเนอเรชันแตกต่างกัน กรณีศึกษา แบรนด์รองเท้ากีฬาการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อแบรนด์รองเท้ากีฬา แบบไม่ได้ไตร่ตรองและความรักในแบรนด์รองเท้ากีฬาของผู้บริโภค (2) เพื่อเปรียบเทียบ พฤติกรรมการซื้อแบรนด์รองเท้ากีฬาแบบไม่ได้ไตร่ตรองและความรักในแบรนด์รองเท้ากีฬา ของผู้บริโภคที่มีเจเนอเรชั่นแตกต่างกัน และ (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรักใน แบรนด์และพฤติกรรมการซื้อรองเท้ากีฬาแบบไม่ได้ไตร่ตรองของผู้บริโภค ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากแบบสอบถามผู้บริโภคเพศชายและหญิง อายุ 18-72 ปี ที่เคยซื้อรองเท้า กีฬาแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง จํานวน 477 คน และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ จํานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคว์สแควร์ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า (1) ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อรองเท้า กีฬาแบบไม่ได้ไตร่ตรองในทุกด้าน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความรู้สึกว่า มีรองเท้า กีฬาบางแบรนด์ที่ทําให้เกิดความรู้สึกอยากจะซื้อมากๆ นั้น และการไปเดินเลือกซื้อรองเท้ากีฬานั้น เกิดจากความรู้สึกลึกๆ เป็นตัวกระตุ้น โดยผู้บริโภคซื้อรองเท้ากีฬา ราคาเฉลี่ยต่อคู่ๆ ละ 3,000-3,999 บาท มากที่สุด รองลงมา คือ ซื้อรองเท้ากีฬาราคาเฉลี่ยต่อคู่ๆ ละ 2,000-2,999 บาท และในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคซื้อรองเท้ากีฬาจํานวน 5 คู่ หรือน้อยกว่า มากที่สุด รองลงมา คือ 6-10 คู่ อีกทั้งจ่ายเงินในรูปแบบเงินสดเพื่อซื้อรองเท้ากีฬามากที่สุด รองลงมา คือ บัตรเครดิต และผู้บริโภคซื้อรองเท้ากีฬาจากร้านค้ามากที่สุด รองลงมา คือ ซื้อจากเว็บไซต์ซื้อ-ขายของออนไลน์ เช่น ลาซาด้า ช็อปปี้ (2) ผู้บริโภคมีความรักในแบรนด์รองเท้ากีฬา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งแบรนด์รองเท้ากีฬาที่ผู้บริโภครักเป็นอันดับที่ 1 คือ Nike ส่วนแบรนด์รองเท้ากีฬาที่ผู้บริโภครักเป็นอันดับที่ 2 คือ Adidas ซึ่งผู้บริโภคมีความรู้สึก รักในแบรนด์รองเท้ากีฬาที่รัก ทั้งอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ในมิติความเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness) มากที่สุด รองลงมา คือ ความสุข (Pleasure) (3) ผู้บริโภคแต่ละเจเนอเรชั่น มีพฤติกรรมการซื้อแบรนด์รองเท้ากีฬาแบบไม่ได้ไตร่ตรองและความรักในแบรนด์รองเท้ากีฬา แตกต่างกันเกือบทุกด้านอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (4) ความรักในแบรนด์รองเท้ากีฬามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการซื้อรองเท้ากีฬาแบบไม่ได้ไตร่ตรองของผู้บริโภค อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
158 652 - Publicationการวิเคราะห์เนื้อหาการสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์และอิทธิพลของการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลี กรณีศึกษา : ศิลปินเกาหลีวง GOT7งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย 2 ขั้นตอน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาการสื่อสารการตลาดบน Facebook Instagram Twitter และการสัมภาษณ์เชิงลึก มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลีในการนำเสนอสินค้า 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลี โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ด้วยการใช้เครื่องมือลงรหัสสำหรับวิเคราะห์เนื้อหา (Coding Sheet) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561- 31 มกราคม 2562 จำนวนโพสต์รวมกันทั้งสิ้น 380 โพสต์ และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มที่เป็นแฟนคลับ และกลุ่มที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับ จำนวน 10 คน ผลวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลีในการนำเสนอสินค้า ทางด้านการใช้กลยุทธ์การนำเสนอเนื้อหาโดยใช้พรีเซนเตอร์เกาหลีผ่านช่องทาง Twitter มาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็น Facebook, Instagram ตามลำดับ ในส่วนของการสื่อสารการตลาด ได้แก่ ประเภทให้ข้อมูลทั่วไป รองลงมาเป็นประเภทให้ข้อมูลด้านการส่งเสริมการตลาดประเภทให้ข้อมูลด้านสินค้า ประเภทให้ข้อมูลด้านสถานที่ ประเภทให้ข้อมูลด้านราคา ตามลำดับ ด้านการนำเสนอข้อมูลโดยใช้พรีเซนเตอร์เกาหลีในการสื่อสารการตลาด ได้แก่ การนำเสนอในรูปแบบภาพ (Picture) รองลงมาเป็นการนำเสนอในรูปแบบคลิปวีดีโอ การนำเสนอในรูปแบบข้อความ (Text) และการนำเสนอในรูปแบบการฝากลิงค์ ตามลำดับ ด้านการนำเสนอเนื้อหา พบว่า วันพฤหัสบดีมีการนำเสนอเนื้อหามากที่สุด ทางด้านช่วงเวลาการนำเสนอเนื้อหา พบว่า ช่วงเวลา 18.01 - 21.00 น. มีการนำเสนอเนื้อหามากที่สุด ทางด้านการนำเสนอต่อเดือน พบว่า เดือนเมษายนมีการนำเสนอเนื้อหามากที่สุด 2) อิทธิพลของการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลี ทางด้านทัศนคติต่อการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลีในการนำเสนอสินค้า พบว่า การใช้ศิลปินเกาหลีเป็นผู้นำเสนอสินค้าสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจแบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์ได้ ทางด้านการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อแบรนด์ พบว่า สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ได้ รวมถึงสามารถเปิดใจยอมแบรนด์ ทางด้านความตั้งใจซื้อหลังรับชมโฆษณา พบว่า มีผลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค
395 1456 - Publicationการศึกษากลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานครงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การศึกษากลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มคนวัยทำงานที่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้และไม่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ จำนวน 430 คน โดยใช้วิธีการสุ่มเก็บตัวอย่างโดยอาศัยความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 25 ถึง 33 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ 15,001 ถึง 25,000 บาท พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Colligi Collagen ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้เพื่อบำรุงสุขภาพ ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ 2 เดือนต่อครั้ง มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อครั้ง 1,001 ถึง 1,500 บาท ซื้อจากช่องทางออนไลน์ ผู้ที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ ตนเอง และมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสินค้าจากรายการโทรทัศน์ สำหรับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผู้ที่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้และผู้ที่ไม่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงระดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ให้ระดับความสำคัญเหมือนกัน คือ ด้านราคา รองลงมา ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศและอายุที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ สินค้าผลิตจากธรรมชาติ 100% และสินค้ารสชาติดี ด้านราคา มีการแสดงราคาสินค้าระบุไว้ชัดเจน ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายและมีรูปแบบการชำระเงินได้หลายช่องทาง ด้านการส่งเสริมการตลาด มีการจัดโปรโมชั่นลดราคา แถมสินค้าและมีการจัดกิจกรรม Event ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ถึง 0.10
307 2203 - Publicationการศึกษากลยุทธ์ด้านราคาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลของผู้ซื้อสื่อโฆษณาในศูนย์การค้า ก. ในจังหวัดขอนแก่น(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลยุทธ์ด้านราคาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลของผู้ซื้อสื่อโฆษณาในศูนย์การค้า ก. ในจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลในรูปแบบการสัมภาษณ์ คือ กลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อสื่อโฆษณา จำนวน 5 ราย และลูกค้าที่คาดว่ามีแนวโน้ม ที่สนใจที่จะซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลภายในศูนย์การค้า ก. ในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 200 กลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test Independent, One-Way ANOVA, Multiple Regression Analysis รวมถึงการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาตามผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบว่า มีกลยุทธ์ด้านราคา 4 กลยุทธ์หลักที่มีการใช้ ในการกำหนดราคาสื่อโฆษณาป้ายดิจิทัล ประกอบด้วย 1) กลยุทธ์ราคาแบบรวมกัน (Bundle Pricing) เป็นการตั้งราคาด้วยการนำเอาสินค้าแบบเดียวกันหรือต่างชนิดกันมากกว่า 1 มารวมขายเป็นแพคเกจ 2) กลยุทธ์ราคาให้ส่วนลด (Discount Pricing) เป็นการตั้งราคาโดยให้ความสำคัญกับ ต้นทุนและงบประมาณที่ใช้ในการซื้อสื่อ 3) กลยุทธ์ราคาล่อใจ (Loss Leader Pricing) เป็นการตั้งราคาเพื่อจูงให้ให้ผู้ซื้อสื่อสนใจ และตัดสินใจซื้อสื่อป้ายโฆษณา LED เช่น ทำสัญญา 12 เดือน รับส่วนลด 50% 4) กลยุทธ์ราคาตามการแข่งขัน (Competition-Based Pricing) ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี โดยประเภทธุรกิจการดำเนินธุรกิจเป็นแบบบริษัท จำกัด มีระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ มากกว่าหรือเท่ากับ 8 ปี ขึ้นไป ประเภทสินค้าหลักของการดำเนินธุรกิจคือ ประเภทยานยนต์ และรายได้ของธุรกิจต่อเดือนเฉลี่ย น้อยกว่า 500,000 บาท ซึ่งผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อกลยุทธ์ด้านราคาของสื่อโฆษณาดิจิทัลของผู้ซื้อสื่อลงโฆษณาในศูนย์การค้า ก. ในจังหวัดขอนแก่น ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ กลยุทธ์การตั้งราคาล่อใจ รองลงมากลยุทธ์การตั้งราคาโดยให้ส่วนลด กลยุทธ์การตั้งราคาตามการแข่งขัน และการตั้งราคาโดยให้ส่วนลด ตามลำดับ กลยุทธ์ด้านราคาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลของผู้ซื้อสื่อโฆษณาในศูนย์การค้า ก. ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า กลยุทธ์ด้านราคาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลของผู้ซื้อสื่อโฆษณาในศูนย์การค้า ก. ในจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ กลยุทธ์การตั้งราคาล่อใจ และกลยุทธ์การตั้งราคาโดยให้ส่วนลด อย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ ควรเน้นไปยังกลยุทธ์การตั้งราคาล่อใจ (Loss Leader Pricing) โดยพิจารณาการขายสื่อโฆษณาดิจิทัล ณ ระดับราคาตามตลาด และกลยุทธ์การตั้งราคาโดยให้ส่วนลด (Discount Pricing) ซึ่งตามผลการศึกษา ลูกค้ามีความสนใจซื้อสื่อในเงื่อนไขกลยุทธ์การตั้งราคา สื่อโฆษณา A กำหนดราคาอยู่ที่ 17,000 บาทต่อเดือน รวมกับสื่อโฆษณา B กำหนดราคาอยู่ที่ 27,000 บาทต่อเดือน พร้อมส่วนลด 10% ในขณะเดียวกันลูกค้านิยมรูปแบบของสัญญารายเดือน สัญญา 3 เดือน หรือน้อยกว่า โดยมีงบประมาณในการซื้อสื่ออยู่ที่ประมาณไม่เกิน 20,000 บาทต่อ เดือน99 1252 - Publicationการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจพฤติกรรมการซื้อเฟอร์นิเจอร์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อศึกษาความแตกต่างของการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละด้านของปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ของผู้บริโภคภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps กับการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยกลุ่มตัวอย่าง คือประชากรที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อยู่ในสถานภาพแรงงาน 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาจรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent-samples T-Test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการทดสอบสมมติฐาน ที่เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์และปัจจัยทางประชากรศาสตร์ พบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษาและจ านวนสมาชิกในครัวเรือน นั้นมีค่าเฉลี่ยการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดห้องนอนที่แตกต่างกัน ปัจจัยประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ อายุ สถานภาพครอบครัว อาชีพ และสมาชิกในครัวเรือน นั้นมีค่าเฉลี่ยการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดห้องนั่งเล่นที่แตกต่างกัน ปัจจัยประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ อายุ และสมาชิกในครัวเรือน นั้นมีค่าเฉลี่ยการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดโฮมออฟฟิศที่แตกต่างกัน ปัจจัยประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่อายุสถานภาพครอบครัว ระดับการศึกษา อาชีพ สมาชิกในครัวเรือน และรูปแบบที่อยู่อาศัย นั้นมีค่าเฉลี่ยการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดห้องครัว และห้องอาหารที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดห้องนอนอย่างมีนัยสำคัญ มีเพียง 1 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพ ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดห้องนั่งเล่นอย่างมีนัยส าคัญ โดยเรียงลำดับค่าสัมประสิทธิ์ ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพ 2.ปัจจัยด้านราคา และ 3. ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดโฮมออฟฟิศอย่างมีนัยสำคัญ มีเพียง 1 ปัจจัย คือปัจจัยด้านราคา ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์หมวดห้องครัว และห้องอาหารอย่างมีนัยสำคัญ โดยเรียงลำดับค่าสัมประสิทธิ์ ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพ 2.ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และ 3.ปัจจัยด้านบุคคล
476 3280 - Publicationการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อ เพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มีความสนใจซื้อคอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมในเขต กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครสรุปได้ว่าส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักในชีวิตประจำวัน โดยสนใจคอนโดมีเนียมรูปแบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ระหว่าง 31 - 35 ตารางเมตร และมีงบประมาณในการซื้อคอนโดมีเนียม 1,000,001 - 2,000,000 บาท เน้นการตัดสินใจจากตนเองเป็นหลัก โดยมีการหาข้อมูลต่างๆ ผ่านทางช่องทางอินเตอร์เน็ต/เว็บไซต์ เนื่องจาก ต้องการความสะดวกในการเปรียบเทียบข้อมูลของโครงการต่างๆ โดยช่องทางออนไลน์ที่เลือกใช้ คือ สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นต่อปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการ ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับความสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย 2) ด้านการบริการ 3) ด้านราคา 4) ด้านผลิตภัณฑ์ 5) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ 6) ด้านบุคลากร และ 7) ด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับผลจากการสัมภาษณ์ โดยพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (ทำเลและที่ตั้ง) เป็นอันดับแรก และปัจจัยรองลงมา คือ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกันทั้ง 3 ท่าน โดยมีผู้ให้สัมภาษณ์บางท่านให้ความสำคัญ ในปัจจัยด้านองค์ประกอบทางกายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบของตัวอาคาร103 616 - Publicationการศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ต่อปัจจัยด้านความตั้งใจขอสินเชื่อ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว กรณีศึกษาธนาคารออมสิน สํานักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 9 จังหวัดเชียงราย(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดของสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว (2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความต้องการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว และ (3) เพื่อประเมินน้ำหนักความสัมพันธ์ของ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อปัจจัยด้านความต้องการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บแบบสอบถามกับลูกค้าและบุคคลที่สนใจขอสินเชื่อของสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs 9 ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 385 ราย มีสถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น แบบพหุ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.40 อายุ 21 – 30 ปี ร้อยละ 44.80 มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 85.70 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 35.50 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความต้องการต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ภาพรวมในระดับมากที่สุด โดยมีความต้องการด้านบุคลากร เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาคือ ลักษณะทางกายภาพ กระบวนการบริการ การส่งเสริมการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ และ ราคา มีความต้องการในระดับมากถึงมากที่สุด และมีความตั้งใจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว ในภาพรวมในระดับมากที่สุด ส่วนผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการบริการ และด้านลักษณะทางกายภาพส่งผลต่อความตั้งใจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำออมสินช่วยเหลือ SMEs ในภาคการท่องเที่ยว ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 คำสำคัญ51 596 - Publicationการศึกษาพฤติกรรมผู้บูริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ครั้งนี้มี 3 วัตถุประสงค์ คือ วัตถุประสงค์ที่ 1. เพื่อทราบถึงลักษณะตัวอย่างทางด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วัตถุประสงค์ที่ 2. เพื่อทราบถึงปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วัตถุประสงค์ที่ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการซื้อประกันโควิด-19 ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ และทฤษฎีเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) มีวิธีการเก็บรวมรวบข้อมูลเป็นข้อมูลปฐมภูมิ โดยการจัดทำแบบสอบถาม 251 ชุด กลุ่มตัวอย่างประชากร คือ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling ) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละและค่าเฉลี่ย) ไคสแควร์ (Chi-Squaret Test) ก าหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่าลักษณะทั่วไป เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง อายุ 20 – 30 ปี มีสถานภาพโสด ประกอบอาชีพ พนักงานเอกชน มีรายได้ 10,001 – 20,000 บาท/เดือน ข้อมูลพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า บริษัท/สถาบันการเงินที่เลือกทำประกันโควิด-19 คือ บริษัท ทิพย์ประกันภัย ส่วนใหญ่มีทั้งประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุ แหล่งข้อมูลที่มีผลต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันโควิด-19 คือ สื่อออนไลน์ เช่น Facebook Line Instargram สาเหตุที่เลือกทำประกันโควิด-19 เพราะ เห็นถึงความสำคัญของประกันโควิด-19 มีค่าเบี้ยประกันที่เลือกทำอยู่ที่ 150 – 350 บาท และรูปแบประกันโควิด-19 ที่เลือกมีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล มีความคุ้มครองการชดเชยรายได้ มีความคุ้มครองการเสียชีวิต ผลการศึกษาปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดของกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยคือ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทประกันและธนาคาร ด้านราคา ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยคือ อัตราค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับวงเงินเอาประกัน และความคุ้มครองที่หลากหลาย ด้านสถานที่จัดจำหน่าย ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ การเสนอขายทางโทรศัพท์ทางไปรษณีย์ หรือทางอีเมล์เป็นต้น ด้านการส่งเสริมการตลาด ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ ด้านบุคลากร ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ ความน่าเชื่อถือและบุคลิกภาพของตัวแทน/นายหน้าขายประกัน ด้านกระบวนการให้บริหาร ให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อย คือ การพิจารณาอนุมัติและการส่งมอบกรมธรรม์ที่รวดเร็ว ผลการวิเคราะห์และทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์ กับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ รายได้มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 ผลการวิเคราะห์และทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่าง พฤติกรรมกับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 พบว่า บริษัท/สถาบันการเงินที่ขายประกันโควิด-19 ค่าเบี้ยประกันที่เลือกซื้อ รูปแบบประกันโควิด-19 ที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล รูปแบบประกันโควิด-19 ที่มีความคุ้มครองการชดเชยรายได้ รูปแบบประกันโควิด-19 ที่มีความคุ้มครองการเสียชีวิต มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19 พฤติกรรมกับการตัดสินใจเลือกซื้อประกันโควิด-19
365 978 - Publicationการศึกษาพฤติกรรมและการตัดสินใจเช่าที่พักอาศัยของผู้ที่เข้ามาพักอาศัยในจังหวัดนครพนมการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและการตัดสินใจเช่าที่พักอาศัยของผู้ที่เข้ามาพักอาศัยในจังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ที่เช่าที่พักอาศัยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว การทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธี LSD และค่าสถิติ chi-square ผลการศึกษาพบว่า ผู้เช่าที่พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี มีอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ นักเรียน/นักศึกษา พนักงานบริษัท ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/เจ้าของกิจการ และลูกจ้างทั่วไป สถานภาพโสด มีจำนวนสมาชิกในครอบครัว 4-5 คน มีภูมิลำเนาเดิมที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 15,000 บาท และมีรายได้ทั้งครอบครัว 45,000 บาทขึ้นไป และส่วนของการวิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกเช่าที่พักอาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เช่าที่พักแบบบ้านเดี่ยว พักอาศัยอยู่คนเดียว พักแบบรายเดือน มีราคาค่าเช่าต่อเดือนอยู่ที่ 4,000-6,750 บาท โดยมีวัตถุประสงค์ของการเช่าที่พักคือเพื่อทำงานระยะสั้น และส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกเช่าที่พักอาศัยด้วยตัวเอง พบที่เช่าพักอาศัยด้วยการเดินหาด้วยตนเอง มีผู้แนะนำ และพบโฆษณาใน Facebook ส่วนใหญ่พักอาศัยมาแล้วมากกว่า 4 ปี และมีแนวโน้มที่จะไม่ย้ายที่เช่าพักอาศัย และความต้องการเพิ่มเติมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คือ มีส่วนลดค่าเช่า และส่วนของการวิเคราะห์ระดับการให้ความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีการให้ความสำคัญในด้านบุคลากรเป็นลำดับที่ 1 ผลของการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้เช่าที่พักอาศัยไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการเลือกเช่าที่พักอาศัย ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ อาชีพ และรายได้ส่วนบุคคล และปัจจัยส่วนบุคคลผู้เช่าที่พักอาศัยไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าที่พักอาศัย ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านอาชีพ ภูมิลำเนา รายได้ส่วนบุคคล และรายได้ทั้งหมดของครอบครัว
129 718 - Publicationการศึกษาแรงจูงใจ ทัศนคติด้านภาพลักษณ์องค์กรและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส ทวีรัก99 กรณีศึกษาสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาแรงจูงใจ ทัศนคติด้านภาพลักษณ์องค์กรและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 กรณีศึกษาสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาถึงแรงจูงใจของลูกค้าที่มีผลต่อการใช้บริการผลิตภัณฑ์เงิน ฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 2) เพื่อศึกษาทัศนติด้านภาพลักษณ์ขององค์กรของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 3) ทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดของลูกค้าต่อการใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 เพื่อนําไปวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด พัฒนาช่องทางในการส่งเสริมการขายให้กับสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด ให้มีการซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 เพิ่มมากขึ้น โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างลูกค้าผู้ถือผลิตภัณฑ์ จํานวน 400 คน จาก 5 สาขา ในสํานักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41-50 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ประกอบอาชีพเกษตรกร ในครอบครัวมีจํานวนสมาชิกเพียง 2-3 คน มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท พฤติกรรมการซื้อเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส.ทวีรัก99 ส่วนมากซื้อวงเงินคุ้มครอง 100,000 บาท โดยจะซื้อเพื่อเป็นเงินทุนหลังการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ทราบข้อมูลผลิตภัณฑ์จากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ได้แก่ ครอบครัว เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ส่วนมากจะซื้อผ่านนายหน้าประกัน/เคาเตอร์ธนาคาร 1) แรงจูงใจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% 2) ทัศนคติของลูกค้าที่มีต่อภาพลักษณ์องค์กร ในด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความสัมพันธ์ และด้านการบริหาร มีผลต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% 3) ทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดในด้านผลิตภัณฑ์ ด้านหลักฐานกายภาพบริการ ด้านราคา และด้านกระบวนการ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส.ทวีรัก99 ณ ระดับความเชื่อมั่น 95% นั้นหลากหลายด้านซึ่งลําดับตามที่ลูกค้าให้ความสําคัญต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. ทวีรัก99 ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านหลักฐานกายภาพบริการ ด้านราคาและด้านกระบวนการตามลําดับ57 460 - Publicationการศึกษาแรงจูงใจและการยอมรับเทคโนโลยีของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การศึกษาแรงจูงใจและการยอมรับเทคโนโลยีของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง การศึกษาหัวข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสัน หลัง (2) เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง (3) เพื่อศึกษาทัศนคติของคนไข้เกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง (4) เพื่อเสนอแนะแนวทางการตลาดให้กับโรงพยาบาลเฉพาะทางนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยใช้การศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทำการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร โรงพยาบาลและผู้บริหารระดับหัวหน้า คนไข้ที่เคยใช้โทรเวชกรรม จำนวนและคนไข้ที่ไม่เคยใช้โทรเวชกรรม และวิจัยเชิงปริมาณ โดยทำแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างคนไข้ที่เคยใช้โทรเวชกรรม ผลการศึกษา พบว่า ทัศนคติที่คนไข้ตัดสินใจในการบริการโทรเวชกรรมของโรงพยาบาล ได้แก่ แรงจูงใจด้านเหตุผล การยอมรับเทคโนโลยีด้านประโยชน์และการใช้งานง่าย ด้านส่วนประสมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางบริการ กระบวนการบริการ หลักฐานกายภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และผลจากการสัมภาษณ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีบริการการใช้โทรเวชกรรม ในการดูแลและให้คำปรึกษาได้ และเครื่องมีประโยชน์คือ ไม่ต้องรอแพทย์ สะดวก ประหยัดเวลา ใช้งานง่าย ตรงตามความต้องการ ใช้ได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีการแสดงผลที่ชัดเจนทันสมัย ดังนั้นแนวทาง นำเสนอด้านการตลาด คือ ด้านผลิตภัณฑ์บริการโทรเวชกรรม สามารถติดตามผลรักษาได้แสดงผลตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและให้บริการได้หลายรูปแบบ ด้านช่องทางการให้บริการ สามารถใช้บริการได้ทุกระบบได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ด้านกระบวนการให้บริการสามารถรับคำปรึกษาในทุก ขั้นตอนผ่านโทรเวชกรรมมีความรวดเร็ว และด้านหลักฐานกายภาพมีหน้าจอแสดงผลที่ชัดเจน ทันสมัย76 527 - Publicationการศึกษาแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน(University of the Thai Chamber of Commerce, 2020)
; ; ; ; การศึกษาแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน 2)เพื่อศึกษา แรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มยอดการขายประกันภัยทิพยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นของแรงจูงใจในการเลือกซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน ภาพรวมของแรงจูงใจของปัจจัยภายใน อยู่ในระดับมากที่สุด และแรงจูงใจของปัจจัยภายนอกอยู่ในระดับมากและนำแต่ละส่วนมา พิจารณาถึงความต้องการในการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้า ได้แก่ 1) ควรให้พนักงานเสนอขายและเข้าถึง ลูกค้าให้มากที่สุด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่าประกันภัยทิพยโควิด-19 มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันมากที่สุด 2) ควรจัดการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถและเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ให้มากที่สุด เพื่อความมั่นใจในการสื่อสารและเสนอขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าให้มากสุด เนื่องจากลูกค้า ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่ามีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในธนาคารออมสินอยู่แล้วแต่ต้องเพิ่มการเข้าถึงทักษะ การเสนอขายผลิตภัณฑ์กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด และข้อมูลแสดงความคิดเห็นให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อประกันภัยทิพยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน สาขาศรีย่าน อยู่ในระดับมากที่สุด และนำแต่ละด้านมาพิจารณาถึงส่วนประสมทางการตลาดที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ควรให้ความสำคัญในด้านผลการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด 2) ด้านราคา ต้องแจ้งหรือการระบุในเรื่องของราคาค่าเบี้ยประกันภัยให้ชัดเจนเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นและ ตัดสินใจในด้านของราคาได้ 3) กระบวนการ ต้องปรับปรุงและให้ความสำคัญในขั้นตอนและกระบวนการ ซื้อและการชำระเงินให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและพึงพอใจในการใช้บริการ 4) ด้านส่งเสริมการตลาด ลูกค้าให้ความสำคัญในเรื่องของสื่อโฆษณา ธนาคารต้องจัดการเพิ่มช่องทางสื่อโฆษณาให้มากขึ้น เพื่อการเข้าถึงและทราบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น 5) ด้านพนักงาน ลูกค้าให้ความสำคัญในเรื่องของความเสมอภาคในการให้บริการ พนักงานต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมากเพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกของลูกค้าอย่างมาก ไม่เลือกปฏิบัติกับลูกค้า ให้ความเท่าเทียมกับลูกค้าทุกท่าน 6) ด้านการสร้างและการนำเสนอภาพลักษณ์ทางกายภาพ ให้ความสำคัญกับจำนวนปีที่ให้บริการที่ยาวนานและ ความคุ้นเคยระหว่างธนาคารและลูกค้า 7) ด้านสถานที่ ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในเรื่องของสถานที่จอดรถที่เหมาะสมและเพียงพอต่อลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคารออมสิน ควรจัดหาสถานที่จอดรถเพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการธนาคารออมสิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้บริการ50 455 - Publicationปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศไทย กรณีศึกษานักท่องเที่ยววัยสูงอายุในจังหวัดกาฬสินธุ์การทำวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาให้ทราบถึงรูปแบบการท่องเที่ยวภายในประเทศของผู้สูงอายุ โดย จำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ปัจจัยเศรษฐกิจ สังคม ทัศนคติและพฤติกรรมการท่องเที่ยว เพื่อศึกษาปัจจัยทางการตลาด (7Ps) ที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษานโยบายและการสนับสนุนการส่งเสริมจากภาครัฐที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศของผู้สูงอายุ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดกาฬสินธุ์ แบ่งตามเขตพื้นที่พักอาศัยเป็นเขตในเมืองและเขตชนบท จำนวน 400 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึ้นมา เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ในการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศ ของผู้สูงอายุในจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วยเทคนิคการทดสอบไคสแคว์ (Chi - Square) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 หรือ ร้อยละ 95 ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ตัวอย่าง ประชากรที่ทำแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 60 – 65 ปี มีสถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาอยู่ที่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท ส่วนใหญ่มีเงินออมไว้ใช้เมื่อยามแก่เฒ่า มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในแต่ละครั้งต่ำกว่า 5,000 บาท และพักอาศัยอยู่ในเขตชนบท ส่วนใหญ่ตัดสินใจท่องเที่ยวแบบพักผ่อนรับประทานอาหาร ลักษณะการท่องเที่ยวแบบเป็นส่วนตัวและเดินทางไปกับครอบครัว พาหนะที่ใช้เดินคือ รถยนต์ส่วนตัว โดยทราบแหล่งท่องเที่ยวจากเพื่อนหรือคนรู้จัก และให้ความสำคัญกับสถานที่ท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ จากปัจจัยด้านกลยุทธ์ทางการตลาด (7Ps) พบว่าในด้านผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักมากที่สุด ในส่วนของด้านราคานั้นให้ความสำคัญกับการแสดงราคาสินค้าและบริการไว้อย่างชัดเจน ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้ความสำคัญในความสามารถในการซื้อแพคเกจการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย ด้านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดนั้น การมีโปรโมชั่นเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้รับความสำคัญมากที่สุด ด้านกระบวนการส่วนที่ได้รับความสำคัญมากที่สุดคือ สถานที่มีความสะดวกสบายต่อการเดินทาง ด้านบุคลากรนั้นการที่ผู้ให้บริการมีความสุภาพ เรียบร้อย มีความสำคัญมากที่สุด และสุดท้ายคือด้านภาพลักษณ์ ผู้สูงอายุส่วนให้ความสำคัญกับความสะอาดของสถานที่พักมากที่สุด และจากการทดสอบความสัมพันธ์ด้วยเทคนิคไคสแคว์ (Chi - Square) ของปัจจัยด้านกลยุทธ์ทางการตลาด (7Ps) กับการตัดสินใจท่องเที่ยวท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ของผู้สูงอายุ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ และนโยบายและการสนับสนุนการส่งเสริมจากภาครัฐ พบว่า ปัจจัยด้านกลยุทธ์ทางการตลาด (7Ps) และนโยบายและการสนับสนุนการส่งเสริมจากภาครัฐ โดยรวมส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ของกลุ่มผู้สูงอายุจังหวัดกาฬสินธุ์
79 476 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) กรณีศึกษา : ตัวแทนขายบริษัทไทยประกันชีวิตจำกัด (มหาชน)งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) กรณีศึกษา ตัวแทนขายบริษัทไทยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) และศึกษาความแตกต่างของการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) กับการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ตัวแทนประกันชีวิต บริษัทไทยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา อาทิเช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent-samples T-Test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 โดยผลการทดสอบสมมติฐาน ที่เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ด้านเพศพบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในเพศชายและเพศหญิง ด้านอายุพบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในทุกช่วงอายุ ด้านสถานภาพครอบครัว พบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในทุกสถานภาพครอบครัว ด้านการศึกษา พบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิต ควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในทุกระดับการศึกษา และด้านจานวนปีที่เป็นตัวแทนขายประกันชีวิต พบว่าค่าเฉลี่ยการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 และแบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99 เท่ากันในแต่ละจานวนปีที่เป็นตัวแทนขายประกันชีวิต การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/1 อย่างมีนัยสาคัญ โดยเรียงลาดับค่าสัมประสิทธิ์ ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านพนักงานที่ทาหน้าที่สนับสนุนกระบวนการขาย 2.ปัจจัยด้านกองทุนรวมภายใต้แบบประกันยูนิตลิงค์ และ 3.ปัจจัยด้านเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการขาย และปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจขายผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนทีแอล ไลฟ์ โซลูชั่น 99/99อย่างมีนัยสาคัญ โดยเรียงลาดับค่าสัมประสิทธิ์ ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านพนักงานที่ทาหน้าที่สนับสนุนกระบวนการขาย 2.ปัจจัยด้านกองทุนรวมภายใต้แบบประกันยูนิตลิงค์
135 913 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ในกรุงเทพมหานครการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ในกรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาปัจจัยของส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ในกรุงเทพมหานคร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปโดยวิธีทางสถิติ SPSS ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิธี Chi-Square ผลการศึกษาพบว่า มีเพศชาย มากกว่าเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 53.0, 47.0 ตามลำดับ โดยร้อยละ 78.8 มีอายุ 21-37 ปี สถานภาพโสดร้อยละ 82.8 ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 71.3 นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 10,001 – 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 60.3 ส่วนการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านอายุที่แตกต่างกัน จะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันที่แตกต่างกัน แต่ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ด้านอื่นๆ คือปัจจัยด้านเพศ สถานภาพ การศึกษา และรายได้ ที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันที่ไม่แตกต่างกัน และส่วนของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s พบว่า ปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านบุคคล ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านกระบวนการ ด้านราคา และด้านส่งเสริมการขายมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการรองลงมา ตามลำดับ
187 1042 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สงเคราะห์ชีวิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรณีศึกษาประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ปี 2563วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สงเคราะห์ชีวิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรณีศึกษาประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2563 โดยมีวิธีวิจัยในรูปแบบของการสำรวจ (Survey Research) ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่แบบสอบถาม (Questionnaire) จำนวน 415 ราย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บริการสงเคราะห์ชีวิตของ ธ.ก.ส. ได้แก่ ปัจจัยด้านสถานภาพ ปัจจัยด้านระดับการศึกษา ปัจจัยด้านอาชีพ และปัจจัยด้านรายได้เฉลี่ย ส่วนปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บริการสงเคราะห์ชีวิตของ ธ.ก.ส. คือ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้แก่ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของธนาคารมีความน่าเชื่อถือ และรูปลักษณ์ภายนอก การออกแบบ และตกแต่งสถานที่มีความสวยงามมากที่สุด
197 699 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อการสั่งซื้อและต่อสัญญาการใช้บริการเครื่องถ่ายเอกสาร Fujifilm(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
; ; ; ; การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการเครื่องถ่ายเอกสาร Fujifilm 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและใช้บริการเครื่องถ่ายเอกสาร Fujifilm 3) เพื่อวางแผนการตลาดด้านการบริการให้กับธุรกิจบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายเพิ่มสูงขึ้น จำแนกตามปัจจัยด้าน ประชากร ได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการกับทางบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กรหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจรายย่อย เช่น โรงพิมพ์ ในพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมเป็นการเก็บแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ การทดสอบแบบ t-test แบบสถิติความแปรปรวนทางเดียว (One – Way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและต่อสัญญาการใช้บริการในตำแหน่ง ที่ต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจต่อสัญญาบริการไม่ต่างกัน ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อและต่อสัญญาบริการในภาพรวมและรายด้าน มีผลต่อการสินใจอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านพนักงานที่ให้บริการ รองลงมาคือด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการสร้างและนำเสนอสภาพแวดล้อมการบริการ และด้านกระบวนการบริการ75 454