Browsing by Subject "พฤติกรรมผู้บริโภค -- กรุงเทพฯ"
Now showing 1 - 7 of 7
Results Per Page
Sort Options
- Publicationการศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครในการจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนผู้ทำคอนเทนต์ออนไลน์ที่ผ่านการเสริมความงาม(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
; ; ; ; งานวิจัยเรื่องการศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครในการจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนผู้ทำคอนเทนต์ที่ผ่านการเสริมความงาม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคใน การสนับสนุนผู้ทำคอนเทนต์ที่ผ่านการเสริมความงาม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่เคยรับชมสื่อออนไลน์ประเภทชุมชนโซเชียลวีดีโอถ่ายทอดสด ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการทางสถิติได้แก่การแจกแจงความถี่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ Independent Samples Test, One-Way ANOVA ผลจากการวิจัยครั้งนี้ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 406 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอยู่ใน ช่วงอายุระหว่าง 31-40 ปี มีสถานภาพสมรส มีระดับการศึกษา ปริญญาตรี ประกอบอาชีพ พนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้โดยเฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ชื่นชอบการใช้แอปพลิเคชัน Bigo Live ชอบกดส่งหัวใจในขณะรับชม สนับสนุนผู้ทำคอนเทนต์ต่อการรับชมแต่ล่ะครั้งน้อยกว่า 1,000 บาท มีการสนับสนุนในปีปัจจุบันน้อยกว่า 10,000 บาท เปรียบเทียบจำนวนครั้งใน การสนับสนุนผู้ทำคอนเทนต์กับปีที่ผ่านมาเท่าเดิม หากผู้ทำคอนเทนต์มีความสวย/หล่อ ที่มากขึ้นค่า สนับสนุนจะเท่าเดิม ปัจจัยที่เลือกรับชมผู้ทำคอนเทนต์คือความสวย/หล่อและเสียงน่าฟัง ให้สำคัญกับบริเวณ ตาและจมูกของผู้ทำคอนเทนต์22 210 - Publicationการศึกษาปัจจัยความต้องการที่มีต่อซอสพริกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
; ; ; ; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการซอสพริก ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาพฤติกรรมประสบการณ์ และทัศนคติ รวมถึงพฤติกรรมการเปิดรับสื่อต่าง ๆ ของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดซอสพริกในประเทศไทย โดยเป็นผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้วิธีทางสถิติ การแจกแจงความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ Independent Samples Test / One-Way ANOVA การศึกษาจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 313 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มากกว่าเพศชายช่วงอายุ 31 – 50 ปี สถานภาพสมรส และระดับการศึกษาปริญญาตรี โดยมีรายได้ต่อครอบครัวที่ประมาณ 30,000 ถึงไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ และไม่มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ โดยรสชาติ ความสะอาดและกรรมวิธีการผลิต ราคา โปรโมชั่นการตลาด บรรจุภัณฑ์ แบรนด์ยี่ห้อ ให้ความสำคัญลดหลั่นตามลำดับในอัตราส่วนใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง54 373 - Publicationการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
; ; ; ; การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้สมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง โดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Multiple Linear regression) และสถิติเชิงพรรณนา เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา ได้แก่ ประชาชนคนไทยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 446 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า ประชากรที่ทำแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 26 - 42 ปีสถานภาพโสด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ รายรับเฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท และรายจ่ายต่อเดือนอยู่ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาทวัตถุประสงค์ในการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลำดับแรก คือ ความประหยัด ราคาถูก มีโปรโมชั่น ลำดับสอง คือ ความสะดวก ประหยัดเวลา และลำดับที่สาม คือ กักตุน สำรองอาหารยามฉุกเฉิน ความถี่ในการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือน น้อยกว่า 3 ครั้ง บริโภคครั้งละ 1 ซอง/ถ้วย โดยนิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แบบซอง ขนาดปกติ (ซองละ 7 บาท) ตรามาม่า รสต้มยำกุ้ง มักบริโภคช่วงเวลา 15.00 - 20.00 น. ด้วยวิธีเติมน้ำร้อนหรือต้ม ใส่เครื่องปรุง และใส่เนื้อสัตว์ ไข่ อื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนใหญ่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นชิ้นที่ร้านค้าสะดวกซื้อ ค่าใช้จ่ายในการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อครั้งน้อยกว่า 50 บาท ให้ความสำคัญปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมากที่สุด ส่วนใหญ่ทราบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าควบคุม และเห็นด้วยกับการควบคุมราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผลิตในประเทศ อีกทั้งให้ความเห็นว่าควรควบคุมราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้า หากมีการปรับราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าเพิ่มขึ้นจะบริโภคลดลง และการปรับราคาจำหน่ายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผลิตในประเทศจากซองละ 6 บาท เป็น 7 บาท จะทำให้บริโภคเท่าเดิม ด้วยเหตุผลว่าปกติไม่ค่อยบริโภคอยู่แล้ว ปกติบริโภคเท่าเดิมเป็นประจำ และราคาปรับเพิ่มขึ้นไม่มากการวิเคราะห์ด้วยสมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง โดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Multiple Linear Regression) พบว่า ณ ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 สถานภาพสมรสมีโอกาสบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือนน้อยกว่าสถานภาพโสด คนที่สำเร็จการศึกษาระดับ ม.3, ม.6/ปวช., ปวส./อนุปริญญา, ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีโอกาสบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือนมากกว่าคนที่สำเร็จการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี อาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานเอกชน มีโอกาสบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือนน้อยกว่าคนว่างงาน เงินออมและวัตถุประสงค์ในการเลือกบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลำดับแรก (ความประหยัด ราคาถูก มีโปรโมชั่น) มีความสัมพันธ์ตรงกันข้ามกับปริมาณการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือน ค่าใช้จ่ายในการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อครั้งมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับปริมาณการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อเดือน36 845 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2563วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม และเพื่อค้นหาและศึกษาความสำคัญของปัจจัยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) กลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิงที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร อายุ18 ปี ขึ้นไป ที่เคยซื้อ หรือต้องการซื้อ หรือมีความสนใจจะซื้อคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 77% อายุช่วง 20-30 ปี คิดเป็น 95% สถานภาพโสด มีระดับการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท จากการทดสอบข้อมูลด้านประชากรศาสตร์เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ ที่มีความแตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจการเลือกซื้อคอนโดมิเนียม และกลุ่มลูกค้าเองให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดเกือบทุกตัว ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมทางการตลาด บุคคลากร ลักษณะทางกายภาพ กระบวนการ ซึ่งจากการทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่กับความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครพบว่ามีเพียง 3 ปัจจัยเท่านั้น คือ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านการส่งเสริมทางการตลาด และปัจจัยด้านบุคลากรที่ พื้นที่ลูกค้าให้ความสนใจเป็นแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นแหล่งที่เดินทางสะดวกและเป็นแหล่งพาณิชยกรรม อาทิเช่น แบริ่ง รัชดา พระราม 9 สายไหม และลุมพินี
318 4089 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคาบ้านของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
; ; ; ; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติการเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคาของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร โดยนำแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ประชากรศาสตร์ มาเป็นแนวทางในการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ โดยการทำการศึกษากลุ่มประชากรที่เป็นผู่้บริโภค จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการแจกแบบสอบถามในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ 0.98 และมีการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และ ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ( Mutiple Regression Analysis ) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ย มีผลต่อการตัดสินใจเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคา ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ ได้แก่ การสนับสนุนให้มีการรับซื้อไฟฟ้าในส่วนที่นอกเหนือจากการใช้งาน และด้านนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ ได้แก่ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก AEDP มีผลต่อการตัดสินใจเลือกติดตั้งโซล่ารูฟบนหลังคาของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0569 983 - Publicationปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้การวิจัยในรูปแบบของการสำรวจ (Survey Research) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม โดยประชากรที่ทำการวิจัยครังนี้ คือ คนที่มีความสนใจที่จะซื้อบ้านจัดสรรช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 30 – 39 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสดและสมรส การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี อาชีพส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ พนักงานบริษัทเอกชน ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ระดับ 10,000 – 20,000 บาท ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ที่ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรมากที่สุด คือ เพื่ออยู่อาศัยเอง และครอบครัว แหล่งข้อมูลของโครงการบ้านจัดสรรก่อนการตัดสินใจซื้อกลุ่มตัวอย่างทราบข้อมูลจาก แผ่นพับ/ใบปลิวมากที่สุด ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อบ้านจัดสรรที่ระดับราคา 3,000,000 – 5,000,000 บาท บุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรมากที่สุดของกลุ่มตัวอย่างคือ ตนเอง ช่องทางในการชมบ้านตัวอย่างในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ชมบ้านตัวอย่างผ่านการดูผ่านรูปถ่ายในเพจของโครงการ/อินเทอร์เน็ต ในภาวะวิกฤต Covid-19 ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างไม่พบปัญหาในการตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรร เขตพื้นที่ที่กลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร ส่วนมากคือเขตพื้นที่บางแค ในส่วนของเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในภาวะการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อเพราะการออกแบบของบ้าน ผลการทดสอบสมมติฐานด้านปัจจัยทางประชากรศาสตร์พบว่า ปัจจัยด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ในส่วนของด้านส่วนประสมทางการตลาดพบว่า ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยด้านองค์ประกอบทางกายภาพส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05
79 489 - Publicationพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนกับการรับฟังรายการวิทยุของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปัจจุบันคนไทยมีทางเลือกในการรับฟังสื่อเสียงจากหลายช่องทาง เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนันสนุนการเข้าถึงข่าวสาร ความบันเทิง และการแลกเปลี่ยนความเห็นที่เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้ผู้คนหันมานิยมบริโภคสื่อทางเสียงผ่านสมาร์ทโฟน โดยอาศัยแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ เฟสบุ๊ก (FaceBook) ยูทูป (Youtube) ไลน์ (Line) ฯลฯ แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ช่วยสร้างโอกาศให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น หากเปรียบเทียบกับสื่อมวลดั้งเดิมกล่าวคือ วิทยุกระจายเสียง ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานโดยได้มอบข้อมูลข่าวสาร ความบันเทิง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านรายการวิทยุจากช่องสถานีในคลื่นความถี่ต่างๆ จะเห็นได้ว่าการเข้ามาทดแทนของสมาร์ทโฟนในฐานะสื่อมวลชน นั้นถือเป็นความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมทั้งสอง ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการส่งแบบสอบถามออนไลน์ (Google form) ให้กับกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 430 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีระดับทักษะในการใช้สมาร์ทโฟนด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi ต่างกัน มีพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 แต่ไม่แตกต่างกันในพฤติกรรมการรับฟังวิทยุด้านปริมาณการรับฟัง รวมถึงการรับฟังรายการวิทยุจากอินเตอร์เน็ตอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีระดับทักษะในการใช้สมาร์ทโฟน ด้านการติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ ลงในสมาร์ทโฟนต่างกัน มีพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 แต่ไม่แตกต่างกันในพฤติกรรมการรับฟังวิทยุด้านปริมาณการรับฟังรายการวิทยุโดยเฉลี่ยต่อวัน รวมถึงแพลตฟอร์มรับฟังวิทยุออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีระดับทักษะในการใช้สมาร์ทโฟนด้านการพบปัญหาเมื่อต้องเรียนรู้การใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ต่างกัน มีพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 แต่แตกต่างกันในพฤติกรรมการรับฟังวิทยุด้านแพลตฟอร์มรับฟังวิทยุออนไลน์ รวมถึงปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียโดยเฉลี่ยต่อวันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
68 261